วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

วัตถุโบราณ เทพเจ้า ซุส หรือ ซีอุส

วัตถุโบราณ เทพเจ้า ซุส หรือ ซีอุส


       หากกล่าวถึงบทบาทของไท้เทพซูสแล้วต้องยอมรับว่า ไท้เธอมีบทบาทขัดแย้งในองค์เองมากที่สุดในบรรดาเทวานุเทวะ ด้วยกันเนื่องจากทรงเป็นมหาเทพผู้ทรงอำนาจสูงสุด และมีผู้เคารพนับถือโดยทั่วไปเป็นที่ยำเกรงของสามโลก ทรงไว้ซึ่งฤทธิ์อำนาจ ล้นฟ้าล้นแผ่นดิน แต่กลับทรงมีอุปนิสัยเหมือนบุรุษหนุ่มธรรมดา ๆ บางคน นั่นคือ ความเกรงใจที่มอบให้แก่มหาเทวี ฮีร่า ชายาของ ไท้เธออย่างมาก หากพูดกันตามประสา ก็คือ"กลัวเมีย"และสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ความเจ้าชู้ที่มีอยู่ในตัวมหาเทพซูสนั่นเอง
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม  คลิ๊กที่นี่ 
จัดทำโดย  นาย  วัฒนกูล  วิเศษนันท์ เลขที่ 11 ม.5/2

โบราณสถาน



    พระราชวังโปตาลา  ตั้งอยู่ที่กรุงลาซา เขตปกครองตนเองทิเบต ประเทศจีน พระราชวังแห่งนี้อยู่เหนือกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 3,600 เมตร บนที่ราบสูงทิเบตพระราชวังซึ่งเป็นทั้งป้อมปราการ และ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ สร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 17 บนที่ตั้งปราสาทในสมัยพระเจ้าสองสันกัมโป ปราสาทถูกทำลายและสร้างใหม่หลายครั้งหลายคราว จนถึงทะไลลามะองค์ที่ 5 ใน ค.ศ. 1617 - 82 มีพระบัญชาให้สร้างปราสาทนี้ในลักษณะของวังซ้อนวัง พระราชวังวงนอกเรียกว่า วังขาว เพราะทาสีขาว สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1648 พระราชวังชั้นในเรียกว่า วังแดง ได้ชื่อตามผนังที่ทาสีแดง ซึ่งสร้างที่หลังวังขาวเกือบ 50 ปี พระราชวังโปตาลามีระเบียงที่มีภาพเขียนสีเรียงซับซ้อน มีทั้งบันไดไม้บันไดหิน มีห้องสวดมนต์ที่ตกแต่งสวยงาม มีรูปเคารพเกือบสองแสนองค์ ปัจจุบันพระราชวังโปตาลากลายเป็นพิพิธภัณฑ์และสถานสักการะ ภายในวังขาว มีสำนักงาน โรงเรียนศาสนา ส่วนวังแดงเป็นส่วนที่ยังใช้ประกอบพิธีกรรมอยู่ เป็นศูนย์รวมใจของโปตาลา
นางสาว ณิชกานต์  จำปาบุรี ม.5/2

โบราณวัตถุ



พระพุทธรูปเล่อซาน(Leshan Giant Buddha) เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในเขาเล่อซาน เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน ขนาดของพระพุทธรูป มีความสูงกว่า 70 เมตร ไหล่กว้างกว่า 20 เมตร พระเศียรสูงเท่าภูเขา พระบาทวางอยู่ริมแม่น้ำ พระหัตถ์วางบนเข่า พระพักตร์อิ่มเอิบสงบ ได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับ เขาเอ๋อเหมย เมื่อปี พ.ศ. 2539 พระพุทธรูปเล่อซานเริ่มสร้างตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง คือคริสต์ศักราช 700 กว่าปี เริ่มต้นโดยมีพระชื่อไห่ทงเดินทางมาถึงเสฉวน และพบว่าเขาเล่อซานตั้งอยู่บนทางผ่านของแม่น้ำสามสาย จึงมักเกิดอุบัติเหตเรือล่มทำให้มีผู้คนเสียชีวิตบ่อยๆ พระไห่ทงจึงตั้งใจสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ขึ้นตรงจุดนี้เพื่อให้พระคุ้มครองเเก่ผู้เดินทาง ต่อมา มีชาวพุทธผู้มีจิตศรัทธาใช้ความพยายามและใช้เวลาอีก ๙๐ ปี สร้างพระพุทธรูปองค์นี้จนสำเร็จ พุทธศาสนิกชนจากท้องที่ต่างๆพากันมานมัสการเพื่อความสงบสุขแห่งจิตใจ
นางสาว  ณิชกานต์  จำปาบุรี  ม.5/2

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

โบราณสถาน

น.ส.สุชาดา  หม่องคำหมื่น ม.5/2 เลขที่ 38
สะพานแห่งการ์ หรือ ปงดูว์การ์ (ฝรั่งเศส: Pont du Gard) เป็นสะพานส่งน้ำโรมันโบราณสร้างโดยจักรวรรดิโรมัน ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเรอมูแล็ง (Remoulins) เมืองเล็ก ๆ ในจังหวัดการ์ แคว้นล็องก์ด็อก-รูซียง ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส



ปราสาทมงเบริง



ปราสาทมงเบริง

ปราสาทมงเบริง (ฝรั่งเศส: Château de Montbrun) เป็นปราสาทที่ตั้งอยู่ที่เมืองดูร์นาซักในจังหวัดโอต-เวียนในแคว้นลีมูแซ็งในประเทศฝรั่งเศส ปราสาทมงเบริงเริ่มก่อสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ในปี ค.ศ. 1438 ปราสาทก็ได้รับการต่อเติมโดยปิแยร์แห่งมงเบริง[1] และมาทำการบูรณปฏิสังขรณ์กันอีกครั้งในกลางคริสต์ศตวรรษที20
ปราสาทได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์
น.ส.อาชิตา  ประทุมชัย ม.5/2  เลขที่29

โบราณวัตถุ


พระวิษณุจตุรภุช


อายุประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 12 - ต้นพุทธศตวรรษที่ 13
หินทราย สูง 148 เซนติเมตร (พร้อมฐาน 222 เซนติเมตร)
พบที่โบราณสถานหมายเลข 25 ที่เมืองศรีมโหสถอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี
ลักษณะ ุยืนหันหน้าตรง พระบาททั้งคู่ขนานเสมอกัน สลักติดกับฐานรูปครึ่งวงกลม พระหัตถ์บนทั้งสองหักหายไป พระหัตถ์ขวาล่างถือก้อนดิน (ธรณี) วางอยู่บนผ้าคาด พระโสณี (สะโพก) ซึ่งผูกเป็นโบทางด้านขวา แล้วปล่อยชายยาวลงเบื้องล่าง ในพระ หัตถ์ซ้ายล่างคว่ำวางอยู่บนคทา (กระบอง) ซึ่งสลักเชื่อมยึดติดกับฐาน ผ้าทรงเป็นผ้า นุ่งยาวเหนือข้อพระบาท ขมวดเหน็บผ้าเป็นปมเล็ก ๆ ที่บั้นพระองค์ใต้พระนาภี จีบ ทบด้านหน้าแล้วปล่อยชายห้อยลง สวมศิราภรณ์เป็นหมวกทรงกระบอก และกุณฑล ในการสลักประติมากรรมลอยตัวรูปพระวิษณุจตุรภุช ที่เมืองศรีมโหสถนี้จะพบว่ามี ความใกล้เคียงกันมากกับในแถบภาคใต้ของ ประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทาง กายภาพ เครื่องแต่งกาย ที่ใกล้เคียงกัน และเทคนิคในการสลักซึ่งใช้เทคนิคเดียว กันในการช่วยยึดและรับน้ำหนักประติมากรรมลอยตัวขนาดใหญ่ เช่น ผ้าคาดเหนือ สะโพกซึ่งผูกเป็นโบด้านขวาของลำตัว แล้วปล่อยชายผ้าให้ห้อยตกลงไปเชื่อมติดกับ ฐาน เท้าทั้งสองวางเสมอกัน ชายของผ้านุ่งด้านหน้าที่ปล่อยยาวจรดฐาน และคทาซึ่ง สลักเชื่อมเป็นส่วนเดียวกับฐานเป็นต้น

นางสาวสุชาดา หม่องคำหมื่น 5/2 เลขที่  38

อารยธรรม



อารยธรรมอินเดีย
อินเดียเป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก บางทีเรียกว่า
แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ
     อาจแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของอินเดียได้ดังนี้
สมัยก่อนประวัติศาสตร์
      พบหลักฐานเป็นซากเมืองโบราณ 2 แห่งในบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ คือ
เมืองโมเฮนโจดาโร  ทางตอนใต้ของประเทศปากีสถาน
เมืองฮารับปา   ในแคว้นปันจาป ประเทศปากีสถานในปัจจุบัน
สมัยประวัติศาสตร์
เริ่มเมื่อมีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้ โดยชนเผ่าอินโด-อารยัน ซึ่งตั้งถิ่นฐานบริเวณแม่น้ำคงคา แบ่งได้ 3 ยุค
ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ
เริ่มตั้งแต่กำเนิดตัวอักษร บรามิ ลิปิ สิ้นสุดสมัยราชวงศ์ คุปตะ เป็นยุคที่ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และพุทธศาสนา ได้ถือกำเนิดแล้ว
ประวัติศาสตร์สมัยกลาง
 เริ่มตั้งแต่ราชวงศ์คุปตะสิ้นสุดลง จนถึง ราชวงศ์โมกุลเข้าปกครองอินเดีย
ประวัติศาสตร์สมัยใหม่
 เริ่มตั้งแต่ราชวงศ์โมกุลจนถึงการได้รับเอกราชจากอังกฤษ